ไม่มีใครรู้อนาคตว่า...

นั่นเป็นเรื่องจริง, หรือเป็นแค่สิ่งลวงตาและในบางครั้งสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่คาดถึงมาก่อน

หากย้อนเวลากลับไปได้ แล้วเปลี่ยนแปลงในบางสิ่ง.. บางที โลกนี้อาจจะไม่มีสงคราม ไม่มีโศกนาฏกรรม...

แต่ก็ไม่แน่.... เพราะใครๆ ก็ต้องการให้ตัวเองสมหวัง

หากนาฬิกาถูกหมุนย้อนเวลากลับไป สงครามอาจจะรุนแรงกว่าเก่าก็เป็นได้...

จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องดีแล้วที่..."เวลาไม่สามารถย้อนกลับได้ เท่ากับที่ไม่มีใครล่วงรู้ถึงอนาคต"


และมันเป็นความจริงที่ว่า, ต่อให้เราอยากย้อนเวลากลับไป ถึงแม้จะเพื่อ "แก้ไขในสิ่งผิด"

แต่ชีวิตก็ไม่เอื้อให้เราทำเช่นนั้นได้.... ดังนั้น สิ่งที่เราจะเตือนตัวเองได้ก็คือ

"คิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะเราไม่สามารถที่จะกลับไปแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วได้นอกจากรอรับมือกับมัน"




ชีวิตมีสองด้านเสมอ

ขณะที่กำลังดีใจกับความสำเร็จที่มีอยู่ ก็ต้องเผื่อใจสำหรับความผิดหวังที่จะเกิดขึ้นเสมอ

มันมาคู่กัน ไม่เคยมาเดี่ยวๆ เลย ไม่เสียหายหรอกที่จะมองอะไรในมุมกลับบ้าง คนที่มองสิ่งต่างๆ อย่างใส่ใจ

ก็ย่อมมองเห็นความน่าสนใจในสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่ยาก




ความล้มเหลวจะมีผลร้ายต่อเราก็ต่อเมื่อเรายอมแพ้แก่มัน  .....  เรามีโอกาสที่จะตั้งต้นใหม่เสมอ


ชีวิตที่ราบรื่นจนเกินไป อาจทำให้เจ้าของชีวิตอ่อนแอ... ปกติชีวิตมนุษย์ ความสมหวัง ผิดหวังอยู่คู่เราตลอดเวลา

หากเรามีความหวัง เราต้องเผื่อใจไว้ผิดหวังเสมอ เพราะเมื่อเราต้องเผชิญกับความผิดหวัง

เราจะได้มีหัวใจเหลือเผื่อเริ่มต้นหวังอีกครั้งหนึ่ง



ชีวิตที่แตกต่างไม่ได้หมายถึงปมด้อยเสมอไป หากเรารู้จักคุณค่าของตัวเองและทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดให้ดีที่สุดแล้ว

เราก็สามารถสร้างชีวิตให้มีคุณค่าและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน



เมื่อทำอะไรพลาดไปก็จงเสียใจบ้างเพื่อให้เป็นบทเรียน แต่ไม่ใช่มากจนเสียคน หรือเป็นภัยต่อตนเอง

ชีวิตคนเรา อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่อะไรที่เกิด เรามักไม่ค่อยอยากให้เกิด....

แต่อย่างไรก็ตาม พยายามอย่ามองย้อนหลังและเศร้าโศกกับอดีต มันผ่านไปแล้ว และไม่ต้องหนักใจต่ออนาคต

เมื่อมันยังมาไม่ถึง ชีวิตคือวันนี้ เมื่อทำให้มันสวยงาม ก็ย่อมมีค่าต่อความทรงจำ

ความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียง  เกียรติยศ หรือทรัพย์สินเงินทอง   แต่อยู่ที่ความพึงพอใจในการดำรงชีวิตต่างหาก



คนแต่ละคนก็เหมือนหนังสือแต่ละเล่ม ที่มีความแตกต่างกันไป บางเล่มเราสามารถคาดเดาได้ เพียงแค่อ่านจากปกนำเท่านั้น

แต่หนังสือบางเล่ม แม้เราจะอ่านไปเกือบครึ่งเล่มเราก็ไม่อาจเดาเรื่องราวแม้แต่ในบรรทัดต่อไปได้เลย

แต่ทว่าหนังสือทุกเล่มก็ยังมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ข้อคิดที่แฝงอยู่ในหนังสือเล่มนั้น ให้เราได้ค้นหา

 เหมือนกับทุกคนที่ต่างก็มีเสี้ยวชีวิตที่น่าสนใจให้ศึกษา



ความใฝ่ฝันกับความหวังนั้นไม่เหมือนกัน เพราะความใฝ่ฝันนั้นอยู่ไกลความจริงมากกว่าความหวัง

คนเราทุกคนล้วนมีความใฝ่ฝัน แต่จะยกระดับความใฝ่ฝันให้เป็นความหวังได้ ต้องลงมือทำ

บางคนอาจจมจ่อมอยู่กับความใฝ่ฝันจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตโดยไม่ได้ลงมือทำ

 แต่บางคนไม่อาจะทนได้แม้วินาที    หากไม่ได้ทดสอบว่าความใฝ่ฝันของเขาจะเป็นจริงได้หรือไม่  

ขอเพียงได้ลอง แม้จะหกล้ม เจ็บตัวบ้าง ก็คุ้มค่ากับการพิสูจน์

    

บทความข้างบน ... ฉันไม่อาจบอกถึงที่มาและที่ไปได้ ...
 .
เพราะมันเป็นบทความที่ฉันได้อ่านจาก blog  ใครคนหนึ่ง
. 
แล้วเกิดความประทับใจแล้วได้เก็บบทความที่เธอคนนั้นเขียน .. แต่ฉันพลาดไปอย่างคือ
 .
ฉันลืมเก็บชื่อ blog ของเธอคนนั้น
.
อยากจะบอกขอโทษและขออนุญาตนำบทความมาลงในนี้ด้วยนะคะ
.
สำหรับบทความนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับฉันได้มากมาย ...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
.
ความใฝ่ฝันกับความหวังนั้นไม่เหมือนกัน เพราะความใฝ่ฝันนั้นอยู่ไกลความจริงมากกว่าความหวัง
.
มันทำให้ฉันได้รู้ว่า ... ฉันควรจะทำอย่างไรกับตนเองดีในเวลานี้
.
และฉันก็หวังว่าบทความนี้จะทำให้ใครหลายคนรู้สึกดีขึ้นมาเช่นฉันเหมือนกัน
.